Prakard2



Head-5

11.) แก้วจันทะแพงค่าหมื่น

แก้วโป่งข่าม แก้วจันทะแพงค่าหมื่น 

โป่งข่าม แก้วจันทะแพงค่าหมื่น

 

แก้วจันทะแพงค่าหมื่น หรือ แก้วจันทรกานต์ คือแก้วมุกดาหาร (MOONSTONE) ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าของอัญมณีแก้วนพรัตน์ที่มีค่าความแข็งน้อยที่สุดในกลุ่ม คือ 6-6.5 ในระบบโมส์ มีองค์ประกอบสำคัญทางเคมีได้แก่ โพแทสเซียมอะลูมิเนียมซิลิเกต ( KAlSi3O8) แบบเดียวกันกับแก้วสุริยประภา เพียงแต่มีความแตกต่างกันที่สี โดยแก้วจันทะแพงค่าหมื่นจะมีสีเหลืองขุ่นมัวคล้ายสีน้ำนม แต่มีความวาวคล้ายแสงจันทร์ในหยาดน้ำค้าง เชื่อกันว่าแก้วจันทะแพงค่าหมื่นนั้นเป็นแก้วที่ให้คุณในเรื่องของความรักโดยตรง ทำให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของแก้วเป็นผู้โชคดีมีความสุขสมหวังด้านชีวิตคู่ อีกทั้งยังสามารถป้องกันสัตว์ร้ายและอสรพิษต่าง ๆ ได้ แต่ถ้าไม่สะดวกที่จะหามุกดาหารสีเหลืองขุ่น ให้ใช้แก้วหมอกมุงเมืองชนิดที่มีเส้นสายหมอกสีเหลืองเข้มขนาดเล็กอัดแน่นอยู่ภายในแก้วทดแทนได้เช่นกัน


12.) แก้วสุริยะชื่น

 

 

 

 

  

 แก้วโป่งข่าม แก้วสุริยะชื่น

แก้วสุริยะชื่น

เป็นอัญมณีสีแดงจัด กึ่งโปร่งแสงหรือแสงผ่านได้น้อย แต่ไม่ขุ่นมัวเหมือนแก้วสุริยประภา (RED MOONSTONE) พื้นผิวมีความมัน แก้วสุริยะชื่นจัดอยู่ในกลุ่มของควอตซ์ ประเภทคาร์นีเลียน (CARNELIAN QUARTZ) หรือที่หลายท่านเรียกว่า “หยกแดงไต้หวัน” มีองค์ประกอบที่สำคัญทางเคมีคือ SILICON DIOXIDE ( SiO2 ) มีระดับความแข็งที่ 6.5 - 7 ในระบบของโมส์ ในอดีตยุคก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ 12,000 – 32,000 ปี ชนเผ่าดั้งเดิมทั้งหลายในเอเชียใต้ล้วนมีความเชื่อที่คล้าย ๆ กัน เกี่ยวกับพลังอำนาจลึกลับสองอย่างซึ่งตรงกันข้ามและเป็นอริต่อกัน ได้แก่พลังอำนาจมืดฝ่ายภูติผีปีศาจ ซึ่งเป็นอำนาจลึกลับฝ่ายชั่วร้าย คอยทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ และพลังอำนาจแห่งแสงสว่างฝ่ายเทพเจ้า เป็นอำนาจลึกลับฝ่ายดี คอยปกป้องคุ้มครองมนุษย์ให้ปลอดภัย โดยมีสุริยะเทพเป็นเทพเจ้าสูงสุด คนในยุคนั้นจึงได้ทำการสักการะบูชาพระอาทิตย์และยึดถือเอาสุริยะเทพเป็น เทพเจ้าประจำเผ่าของตน มีการนำเอาคาร์นีเลียนซึ่งมีสีแดงสดกึ่งโปร่งแสงผิวมันคล้ายกับสีของพระอาทิตย์ มาทำเป็นเครื่องลางประดับร่างกาย เพื่อแสดงเป็นสัญลักษณ์ว่า ตนเองนั้นเป็นสาวกของสุริยะเทพ หรือเป็นบุตรของสุริยะเทพนั่นเอง  

หลักฐานจากแหล่งโบราณคดีทั้งหลายในประเทศไทย ที่ได้ขุดค้นพบลูกปัดและเครื่องประดับซึ่งทำจากคาร์นีเลียนและอื่น ๆ สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่า บรรพบุรุษของไทยได้ให้ความนิยมในแก้วสุริยะชื่นมาตั้งแต่ยุคหินใหม่แล้ว จึงขอยกตัวอย่างแหล่งโบราณคดีเฉพาะในประเทศไทย ที่ได้ขุดค้นพบลูกปัดคาร์นีเลียน ไว้พอสังเขปดังนี้

~ แหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี

~ เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

~ เมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม

~ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์

~ แหล่งโบราณคดีท่าแค จังหวัดลพบุรี

~ แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร

~ แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ จังหวัดชุมพร

ฯลฯ

 

 แก้วโป่งข่าม แก้วดิบสุริยะชื่น(หยกแดงไต้หวัน)

แก้วดิบสุริยะชื่น (หยกแดงไต้หวัน)

  

อาจกล่าวได้ว่าแก้วสุริยะชื่น เป็นแก้วอัญมณีชนิดแรกเพียงชนิดเดียวในบรรดาแก้วอัญมณีวิเศษทั้ง 24 ชนิดเมืองล้านนา ที่มีประวัติศาสตร์ด้านความเชื่อและค่านิยมเก่าแก่และยาวนานที่สุด เชื่อกันว่าแก้วสุริยะชื่นนั้น เป็นแก้วที่ได้รับพลังจากสุริยะเทพโดยตรง สามารถช่วยคุ้มครองป้องกันภัยให้เจ้าของแก้วได้ อีกทั้งดลบันดาลให้เจ้าของแก้วมีจิตใจที่เข้มแข็งกล้าหาญ และยังเป็นสื่อชักนำแต่สิ่งที่ดีเข้ามาในชีวิต

 

 

 

 

 

 

 

 


13.) แก้วมหานิลทรายคำ

 

 แก้วโป่งข่าม แก้วมหานิลทรายคำ

แก้วมหานิลทรายคำ

“.......มหานิลทรายคำกินบ่เสี้ยง เหล็กขี้เหมี้ยงเกิดเป็นคำ.......”

แก้วมหานิลทรายคำนั้น เป็นแก้วชนิดหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของแก้วมหานิล อันประกอบไปด้วยแก้วมหานิลไข่กา ,แก้วมหานิลเผือก ,แก้วมหานิลนกกาลาบ ,แก้วมหานิลน้ำตั๊บ ,แก้วมหานิลเลือดไก่ ,แก้วนาควิฑูรย์ และแก้วมหานิลทรายคำ ลักษณะเด่นของแก้วมหานิลทรายคำคือ เป็นแก้วสีดำสนิทผิวมันวาว (ต่างจากแก้วมหานิลไข่กา และแก้วมหานิลน้ำตั๊บ) แต่ภายในแก้วนั้นจะต้องมีประกายทรายเหมือนกับเหล็กขึ้เหมี้ยงผุดขึ้นมาจากกลางแก้ว คำว่า “เหล็กขึ้เหมี้ยง” หมายถึงผงตะไบเหล็กที่มีขนาดเล็กเท่าผงฝุ่น มีสีเหมือนตะกั่วสดอยู่รวมกันจำนวนมากตรงกลางแก้ว ลักษณะเดียวกันกับแก้วนาควิฑูรย์

 แก้วโป่งข่าม แก้วนาควิฑูรย์

แก้วนาควิฑูรย์

เพียงแต่ต่างกันตรงที่ภายในแก้วนาควิฑูรย์ จะมีลักษณะคล้ายผงตะไบทองคำไม่ใช่ผงเหล็กขึ้เหมี้ยง ในด้านความเชื่อ เชื่อกันว่าแก้วมหานิลทรายคำเป็นแก้วที่ให้คุณทางด้านทรัพย์สินเงินทองและวัตถุสิ่งของ แบบเดียวกันกับแก้วก๊อ(ทับทิม) ช่วยให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของแก้วมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ โดยทั่วไปคนโบราณเชื่อว่าแก้วมหานิลทรายคำเป็นแก้วคู่ขวัญกันกับแก้วนาควิฑูรย์ จึงมักแสวงหาไว้คู่กันเสมอ


  
14.) แก้วพระญาอินสวร

แก้วพระญาอินสวร หรือ แก้วพระอิศวร (หมายถึง พระศิวะ) หรือ แก้วปรไมไอสวร (บรมอสูร) เป็นแก้วชนิดเดียวกันเพียงแต่บางท่านอาจจะเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป ในตำราแก้วอัญมณีวิเศษ 24 ชนิดเมืองล้านนา ได้ระบุลักษณะเด่นของแก้วชนิดนี้ไว้ชัดเจนว่า“.......แก้วพระญาอินสวรยินผันโลก แสนอโศกว่ายหัวลง.......”หมายถึง เป็นแก้วที่มีลักษณะกลมสีดำคล้ายประคำดีควาย แต่มีความใสเหมือนแก้วหรือหยดน้ำ ภายในแก้วไม่มีตะกอนแร่ใด ๆ เมื่อนำแก้วพระญาอินสวรส่องออกไปในที่สว่างแล้วมองผ่านแก้วไปข้างหน้า จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ซึ่งอยู่ข้างหน้ากลับหัวลงทั้งหมด (เป็นไปตามหลักคุณสมบัติของเลนส์นูน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร) ในตำรากำหนดให้แก้วพระญาอินสวร เป็นแก้วประเภทหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มของแก้วมรกต (EMERAL) ชนิดสีเขียวเข้มจนแลดูเป็นสีดำสนิท ในด้านความเชื่อ เชื่อกันมาแต่โบราณว่าแก้วพระญาอินสวรนั้น มีคุณวิเศษโดดเด่นในด้านกลับสิ่งเลวร้ายให้กลายเป็นสิ่งที่ดี เช่นเดียวกันกับการเห็นภาพกลับหัวในแก้ว และตามคำกล่าวในตำราที่เน้นว่า “แสนอโศกว่ายหัวลง” แปลว่า ความโศกเศร้าจะหมดสิ้นไป จึงเป็นแก้วที่เหมาะสำหรับผู้ซึ่งกำลังมีเคราะห์ดวงตกหากได้นำแก้วไปบูชา อาถรรพ์จากแก้วจะสามารถแก้ไข พลิกผัน หรือหนุนนำดวงชะตาให้ดีขึ้นจากเดิมได้

 


คำเตือน : เป็นความเชื่อเฉพาะกลุ่มบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ

 

 

BetFair F.BetRoll UK Bookies
Ladbrokes Review L.BetRoll

เมนูหลัก

WIll Hill BookiesW.BetRoll here...
United Kingdom BetRoll Bookmakers